อุปกรณ์คัดแยกเปลือกไข่และเยื่อหุ้มไข่

เปลี่ยน “เปลือกไข่เหลือทิ้ง” ให้กลายเป็นวัสดุมูลค่าสูง ด้วยนวัตกรรมอุปกรณ์คัดแยกเปลือกไข่และเยื่อหุ้มไข่ ในแต่ละวัน อุตสาหกรรมแปรรูปไข่ รวมถึงการบริโภคในครัวเรือนและชุมชน ก่อให้เกิด “เปลือกไข่” และ “เยื่อหุ้มไข่” ในปริมาณมหาศาล ซึ่งส่วนใหญ่ถูกทิ้งเป็นของเสีย ทั้งที่แท้จริงแล้ว วัสดุเหล่านี้อุดมไปด้วยสารที่มีคุณค่าและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมได้หลากหลาย หากสามารถคัดแยกได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยเหตุนี้ คณะนักวิจัยจากภาควิชาวิศวกรรมวัสดุ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นุชนภา ตั้งบริบูรณ์ จึงได้พัฒนา ต้นแบบอุปกรณ์คัดแยกเปลือกไข่และเยื่อหุ้มไข่ (Eggshell and Egg Membrane-Classifying Equipment Prototype) เพื่อเพิ่มมูลค่าของวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร และต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมมูลค่าสูง

เปลือกไข่และเยื่อหุ้มไข่ วัสดุเหลือทิ้งที่ซ่อนคุณค่า เปลือกไข่เป็นวัสดุที่หาได้ง่าย มีต้นทุนต่ำ และเป็นผลพลอยได้จากทั้งอุตสาหกรรมแปรรูปไข่และการบริโภคทั่วไป โดยองค์ประกอบหลักของเปลือกไข่ประกอบด้วย แคลเซียมคาร์บอเนต และ แคลเซียมฟอสเฟต ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมต่างๆ ได้ ขณะที่เยื่อหุ้มไข่มีองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ โปรตีน กรดอะมิโน และคอลลาเจน ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายและเซลล์ของสิ่งมีชีวิต จึงมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพและความงาม อย่างไรก็ตาม หลังการบริโภคไข่ จะมีไข่ขาวหรืออัลบูมินที่มีลักษณะเหนียว ยึดติดระหว่างเปลือกไข่กับเยื่อหุ้มไข่ ทำให้การแยกวัสดุทั้งสองออกจากกันเป็นเรื่องยาก ส่งผลให้ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

นวัตกรรมคัดแยกที่เรียบง่าย แต่ตอบโจทย์อุตสาหกรรม อุปกรณ์ที่นักวิจัยพัฒนาขึ้นสามารถคัดแยกเปลือกไข่และเยื่อหุ้มไข่ออกจากกันได้อย่างสะอาด รองรับการคัดแยกทั้งไข่ไก่ ไข่เป็ด และไข่นกกระทา
จุดเด่นของเครื่องคือ ใช้เทคโนโลยีการผลิตที่ไม่ซับซ้อน ผลิตได้ง่าย ต้นทุนต่ำ แต่ให้กำลังการผลิตสูง สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ตั้งแต่ระดับครัวเรือน ชุมชน วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ไปจนถึงอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ต่อยอดสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูงหลังจากผ่านกระบวนการคัดแยกแล้ว เปลือกไข่และเยื่อหุ้มไข่สามารถนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภท
เปลือกไข่ สามารถแปรรูปเป็นผงเปลือกไข่เพื่อใช้เป็นฟลักซ์ (แคลเซียมเฟลด์สปาร์) สำหรับเครื่องปั้นดินเผา รวมถึงใช้เป็นสารตัวเติมในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ยาง ยา เครื่องสำอาง สี หมึกพิมพ์ อาหารสัตว์ และวัสดุอุดฟัน อีกทั้งยังสามารถผลิตเป็นแคลเซียมซัลเฟต (ยิปซัม) และแคลเซียมฟอสเฟตสำหรับวัสดุทดแทนกระดูกและข้อต่อ รวมถึงแผ่นเมมเบรนสำหรับระบบพลังงานทดแทนส่วน เยื่อหุ้มไข่ สามารถนำไปใช้ผลิตแผ่นมาสก์หน้า ครีมบำรุงผิว และกระดาษ ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับวัสดุที่เคยถูกมองว่าเป็นของเสีย

สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากการเพิ่มมูลค่าให้กับวัสดุเหลือทิ้งแล้ว เทคโนโลยีนี้ยังช่วยลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ เช่น หินปูนและแร่ยิปซัมในภาคอุตสาหกรรม อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมทั้งทางตรงและทางอ้อมการพัฒนาอุปกรณ์ดังกล่าวยังมีศักยภาพในการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ในระดับชุมชน ส่งเสริมอาชีพให้เกษตรกร เพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ และสามารถต่อยอดสู่การผลิตเชิงพาณิชย์สำหรับอุตสาหกรรมขนาดกลาง และขนาดใหญ่ในอนาคตนอกจากนี้ ยังช่วยเผยแพร่องค์ความรู้ด้านวิศวกรรมวัสดุให้แก่ผู้สนใจในรูปแบบที่เข้าใจง่าย และสามารถประยุกต์ใช้ได้จริง  ซึ่งผลงานวิจัยนี้ได้รับการยื่นจดสิทธิบัตร เลขที่คำขอ 1601007404 เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2559 สะท้อนถึงศักยภาพของนวัตกรรมไทยในการยกระดับวัสดุเหลือทิ้งให้กลายเป็นทรัพยากรที่มีมูลค่าสูง พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน

ผลงานวิจัยโดย : รศ.ดร.นุชนภา ตั้งบริบูรณ์
ภาควิชาวิศวกรรมวัสดุ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
โทร.0-2797-0999 ต่อ 2106

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก
รศ.ดร.นุชนภา ตั้งบริบูรณ์

✍ ผลิตสื่อโดย ฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย
🌟 แนะนำ/ติชม https://forms.gle/e3MzPqrb2V9QE9Tp6