มะเขือเทศสีดาทิพย์ 7
มะเขือเทศเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมการรับประทานอาหารของคนไทยในปัจจุบัน โดยมะเขือเทศสามารถแบ่งตามการใช้ประโยชน์ได้ 2 กลุ่มหลัก คือ มะเขือเทศอุตสาหกรรม และมะเขือเทศรับประทานผลสด ซึ่งมะเขือเทศรับประทานผลสดยังสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม คือ (1) มะเขือเทศรับประทานผลสดผลเล็ก ซึ่งเป็นกลุ่มของมะเขือเทศเชอรี่ หรืออีกชื่อคือมะเขือเทศราชินี (2) มะเขือเทศรับประทานผลสดผลขนาดกลาง ซึ่งเป็นกลุ่มของมะเขือเทศสีดา มะเขือเทศลูกท้อ และ (3) มะเขือเทศรับประทานผลสดผลใหญ่

มะเขือเทศสีดา ถูกนำมาใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารเพื่อเพิ่มรสชาติเปรี้ยวและรสอูมามิในอาหารหลายชนิด เช่น ส้มตำ ยำ ต้มยำ เป็นต้น จุดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ของมะเขือเทศสีดาที่ผู้บริโภคนิยม คือ เปลือกผลต้องมีสีชมพู ผลมีลักษณะรูปไข่ (ovate) รสชาติจืด เปรี้ยว ขนาดกลาง ซึ่งในปัจจุบันเกษตรกรผู้ปลูกมะเขือเทศในประเทศไทย มักประสบปัญหามะเขือเทศสีดาพันธุ์ที่ใช้ในปัจจุบันมีการเข้าทำลายของโรคใบหงิกเหลือง และโรคเหี่ยวเขียว ส่งผลกระทบต่อผลผลิตและพื้นที่ปลูกในบริเวณนั้น ๆ ซึ่งโรคใบหงิกเหลืองเกิดจากไวรัส Tomato yellow leaf curl virus หรือ TYLCV โดยมีแมลงหวี่ขาวเป็นพาหะของโรค โรคนี้จะมีอาการใบหงิกมีสีเหลือง ขอบใบม้วนงอ ยอดเป็นพุ่ม ใบที่แตกใหม่มีขนาดเล็ก ต้นแคระแกร็น ทำให้มะเขือเทศไม่ติดผลหรือติดผลน้อยมาก การป้องกันที่นิยมใช้ในปัจจุบันคือการใช้สารเคมีควบคุมแมลงพาหะ ส่วนโรคเหี่ยวเขียว (bacteria wilt) ซึ่งเกิดจากแบคทีเรียที่มีชื่อว่า Ralstonia solanacearum ที่อยู่ในดินจะเข้าทำลายพืชตามบาดแผลที่เกิดบริเวณราก โดยจะมีอาการเหี่ยวลู่ลงในตอนกลางวันแต่ฟื้นในเวลากลางคืน ก่อนจะเหี่ยวถาวรทั้งต้นทั้งที่ใบยังเขียว รากเน่า ต้นมะเขือเทศจะตายในที่สุด ซึ่งหากพบสองโรคในแปลงปลูกควรรีบกำจัดออกนอกแปลงปลูกโดยทันที การระบาดของโรคเหี่ยวเขียวในแปลงปลูกในปัจจุบันยังไม่มีสารเคมีที่ควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ การใช้พันธุ์ที่ทนทานต่อโรคเป็นหนึ่งในวิธีการที่สามารถช่วยลดความเสียหายต่อเกษตรกรผู้ปลูก นอกจากนั้นยังช่วยลดการใช้สารเคมีในภาคการเกษตรได้อีกด้วย

ด้วยความร่วมมือระหว่างของศูนย์วิจัยและพัฒนาพืชผักเขตร้อน (TVRC) ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตรกำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน โดยนายวิทยา เศรษฐวิทยา พร้อมด้วยคณะทำงาน และศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีแห่งชาติ (BIOTEC) โดย ดร.วินิตชาญ รื่นใจชน พร้อมด้วยคณะทำงาน ได้ทำการปรับปรุงพันธุ์มะเขือเทศสีดาให้ทนทานต่อโรคใบหงิกเหลือง และโรคเหี่ยวเขียว โดยทำการผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่างมะเขือเทศสีดาพันธุ์ “สีดาทิพย์ 6” ที่ทนทานต่อโรคใบหงิกเหลือง และมะเขือเทศอุตสาหกรรมสายพันธุ์ T13-44 ที่ทนทานต่อโรคใบหงิกเหลืองและโรคเหี่ยวเขียว ปรับปรุงพันธุ์ด้วยวิธีผสมกลับ 2 ครั้ง และการคัดเลือกแบบจดประวัติ หรือที่เรียกว่า Pedigree selection ทั้งนี้ได้นำเทคโนโลยีการใช้เครื่องหมายดีเอ็นเอช่วยคัดเลือก (Marker assisted selection; MAS) ช่วยติดตามต้นมะเขือเทศที่มียีนต้านทานต่อโรคใบหงิกเหลือง และโรคเหี่ยวเขียว เพื่อคัดเลือกต้นที่มีความทานทานต่อโรค นอกจากนั้นยังได้คัดเลือกต้นที่มีลักษณะการเจริญเติบโตแบบกึ่งเลื้อยซึ่งเหมาะกับการปลูกในลักษณะสภาพแปลงเปิด (เกษตรกรไม่ต้องใช้ไม้ค้างสูง) และคัดเลือกต้นที่ให้ผลที่เป็นเอกลักษณ์ของมะเขือเทศสีดา คือ มีลักษณะรูปไข่ (ovate) เปลือกผลสีชมพู รสชาติจืด เปรี้ยว ขนาดผล 30-40 กรัม จากการคัดเลือกลักษณะเหล่านี้ สามารถคัดเลือกต้น BC2-1-15-9-9 ที่มียีนต้านทานต่อโรคใบหงิกเหลือง และโรคเหี่ยวเขียว ซึ่งผลยังคงมีเอกลักษณ์ของมะเขือเทศสีดา โดยตั้งชื่อว่า “สีดาทิพย์ 7” ซึ่งเมื่อทำการประเมินผลผลิตเบื้องต้นพบว่า มะเขือเทศสีดาทิพย์ 7 สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตครั้งแรกได้ 64 วันหลังการย้ายปลูก (ต้นกล้าอายุ 3-4 สัปดาห์) โดยให้ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 5.2 ตันต่อไร่ (ปลูก 4,000 ต้นต่อไร่) น้ำหนักผลเฉลี่ย 30.27 กรัม หรือประมาณ 34 ผล/กิโลกรัม ความหนาเนื้อเฉลี่ย 3.82 มิลลิเมตร ปริมาณกรดในผลประมาณ 3.16% ทั้งนี้จุดเด่นที่สำคัญอีกประการ คือแน่นเนื้อ ในทางวิชาการเราสามารถวัดได้โดยใช้เครื่องมือที่มีชื่อว่า firmness tester จากการทดลองพบว่ามะเขือเทศสีดาทิพย์ 7 มีความแน่นเนื้อเฉลี่ยสูงถึง 12.80 นิวตันต่อตารางเซนติเมตร ในวันที่เก็บเกี่ยวผลผลิต (วันที่ 1) ซึ่งเมื่ออายุการเก็บรักษาผลผลิต (Shelf-life) ประมาณ 7 วัน ณ อุณหภูมิห้อง มะเขือเทศสีดาทิพย์ 7 ยังคงมีความแน่นเนื้อเฉลี่ยสูงถึง 10.08 นิวตันต่อตารางเซนติเมตร ซึ่งสูงกว่าพันธุ์การค้า นอกจากนี้ความแน่นเนื้อที่สูงยังส่งผลให้มะเขือเทศทนทานต่อการขนส่ง

รับชมได้ที่ได้ —> https://youtu.be/iGe15dc3QRY?si=ICV28HFXGutsQtMi
ผลงานวิจัยโดย :
มฆวัน ศรีจันทร์ (นักวิจัย) ศูนย์วิจัยและพัฒนาพืชผักเขตร้อน
ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน
Facebook page : ศูนย์วิจัยและพัฒนาพืชผักเขตร้อน โทร. 034-351393
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก
มฆวัน ศรีจันทร์
✍ ผลิตสื่อโดย ฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย
🌟 แนะนำ/ติชม https://forms.gle/e3MzPqrb2V9QE9Tp6
