กระเจี๊ยบแดงพันธุ์กำแพงแสนไจแอนท์เพอร์เพิล

กระเจี๊ยบแดงพันธุ์กำแพงแสนไจแอนท์เพอร์เพิลเป็นพันธุ์แท้ ซึ่งได้มาจากการผสมพันธุ์ระหว่างกระเจี๊ยบแดงพันธุ์กลีบยาวซึ่งเป็นพันธุ์แม่มีลักษณะกลีบเลี้ยงบางกว่าพันธุ์ซูดานและมีสีแดงอ่อนกว่าและพันธุ์ซูดานซึ่งเป็นพันธุ์พ่อ ลักษณะมีกลีบเลี้ยงหนาและอวบน้ำกว่าพันธุ์กลีบยาว มีปริมาณสารแอนโทไซยานินสูงกว่าพันธุ์กลีบยาวประมาณ 3 เท่า ทั้งพันธุ์พ่อและแม่ให้ผลผลิตสูงใกล้เคียงกัน ประมาณ2000 กิโลกรัมกลีบเลี้ยงสดต่อไร่(รวมน้ำหนักฝัก) พันธุ์ซูดานจะมีลักษณะทอดยอดมากกว่าพันธุ์กลีบยาว พันธุ์กลีบยาวมีการแตกแขนงเป็นระเบียบและต้นจะไม่ทอดยอดและหักล้มเหมือนพันธุ์ซูดาน พันธุ์ซูดานจะเก็บเกี่ยวได้เร็วกว่าพันธุ์กลีบยาวประมาณ 2 สัปดาห์ เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2554 ปลูกทดสอบลูกผสมและพบการกระจายตัวของลักษณะในรุ่นที่ 7 จึงปลูกคัดเลือกประชากรเพื่อศึกษาความคงตัวของสายพันธุ์ ดำเนินการคัดเลือกมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 – 2565 โดยปลูกทดสอบจำนวน 4 รอบ  คัดเลือกต้นที่มีลักษณะของสี ขนาด และรูปทรงของกลีบเลี้ยงที่มีลักษณะดีเด่นในประชากรแต่ละรุ่นมาปลูก จนกระทั่งลักษณะของพันธุ์มีความคงตัวในรุ่นที่ 7-8 กระเจี๊ยบแดงพันธุ์กำแพงแสนไจแอนท์เพอร์เพิล มีลักษณะของขนาดกลีบเลี้ยงที่โดดเด่นแตกต่างจากกระเจี๊ยบแดงพันธุ์ทั่วไป คือ กลีบเลี้ยงมีขนาดใหญ่และหนา สีม่วงหรือม่วงแดง ปลายกลีบเลี้ยงกึ่งหุบกึ่งบาน และยังคงเป็นพืชวันสั้นที่ตอบสนองต่อแสง มีฤดูปลูกที่เหมาะสมอยู่ในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม จึงจะให้ผลผลิตกลีบเลี้ยงที่สูงและมีคุณภาพดี กลีบเลี้ยงมีสารแอนโทไซยานินมาก สามารถใช้ประโยชน์จากสารแอนโทไซยานินและกรดอินทรีย์ชนิดต่าง ๆ ที่ให้สีและรสเปรี้ยวจากกลีบเลี้ยง พันธุ์นี้เป็นพันธุ์แท้ที่สามารถเก็บเมล็ดไปปลูกต่อได้ และใช้ปลูกเป็นไม้ประดับหรือไม้ตัดดอกได้

ลักษณะประจำพันธุ์ทางพฤกษศาสตร์

ชนิด/ประเภท       ชื่อไทย กระเจี๊ยบแดงพันธุ์กำแพงแสนไจแอนท์เพอร์เพิล
ชื่อวิทยาศาสตร์ Hibiscus sabdariffa ‘Kamphaeng Saen Giant Purple’
วงศ์ Malvaceae พืชผัก ไม้ล้มลุก

ราก        ระบบรากแก้ว

ลำต้น     ต้นเป็นพุ่ม เจริญเติบโตแบบกึ่งทอดยอด แตกกิ่งก้านมาก ลำต้นสีเขียวบริเวณโคนต้นมีสีเขียวปนแดง

ใบ          ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับ รูปฝ่ามือเป็นแฉก 3 – 5 แฉก ขอบใบจักฟันเลื่อย แผ่นใบสีเขียวมีขนเล็กน้อย เส้นใบสีเขียว ก้านใบสีแดงแกมม่วง

ดอก       ดอกเดี่ยว ออกตามซอกใบ มีริ้วประดับ 9 – 11 อัน รูปทรงเรียวยาว ปลายแหลม สีม่วงหรือสีม่วงแดง กลีบดอกบาง 5 กลีบ สีชมพูเข้ม โคนกลีบดอกด้านในสีแดง กลีบเลี้ยง5 กลีบ รูปรีถึงรูปไข่ ปลายแหลม สีม่วงหรือสีม่วงแดง กลีบเลี้ยงขยายขนาดจนมีขนาดใหญ่กว่าขนาดของผล โคนกลีบเชื่อมติดกัน ส่วนปลายกลีบบานออกหรือหุบเข้าเล็กน้อย กลีบเลี้ยงใหญ่และหนา ก้านสีม่วงหรือสีม่วงแดง

ผล/เมล็ด        รูปร่างกลมรี ผลอ่อนสีเขียวแกมม่วง มีขนปกคลุมเล็กน้อย ผลแก่สีน้ำตาลอ่อน ผลแห้งแตก มี 5 ซีก เมล็ดแก่สีน้ำตาล รูปร่างคล้ายสามเหลี่ยม

ลักษณะอื่น ๆ       1. กระเจี๊ยบแดงพันธุ์กำแพงแสนไจแอนท์เพอร์เพิลมีสารแอนโทไซยานินมาก กลีบเลี้ยงจึงมีสีแดงเข้ม และมีชนิดและปริมาณกรดอินทรีย์ในกลีบเลี้ยงสูงใกล้เคียงกับกระเจี๊ยบแดงสีอื่น ๆ ยังไม่ได้ทำการวิเคราะห์ชนิดและปริมาณกรดอินทรีย์แต่ละชนิด เพราะขณะนี้ยังไม่มีเป้ากมายการใช้ประโยชน์ ทั้งนี้การสร้างและสะสมสาระสำคัญในกลีบเลี้ยงกระเจี๊ยบแดง ทั้งสารแอนโทไซยานินและกรดอินทรีย์นั้น นอกจากจะขึ้นอยู่กับสายพันธุ์หรือพันธุกรรมแล้ว ยังขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ โดยเฉพาะอุณหภูมิ ช่วงวัวนปลุก สภาพพื้นที่ เป็นต้น ทำให้ค่าวิเคราะห์ในแต่ละปีแต่ละรุ่น หรือต่างพื้นที่ อาจมีค่าแตกต่างออกไป รวมถึงวิธีการที่ใช้ในการวิเคราห์ก็มีผลเช่นกัน

  1. ฤดูปลูกที่เหมาะสมคือช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม ดอกจะบานประมาณเดือนตุลาคม และเก็บเกี่ยวได้ในเดือนธันวาคม มีอายุดอกบานประมาณ 60 – 70 วัน และอายุเก็บเกี่ยวประมาณ 120 – 130 วัน หลังเพาะเมล็ด
  2. ได้ผลผลิตสดประมาณ 1,500-2,000กิโลกรัมต่อไร่ โดยทั่วไปจะมีสัดส่วนของน้ำหนักสดและน้ำหนักแห้งประมาณ 8-10 กิโลกรัมต่อ 1กิโลกรัม การให้ผลผลิตของกระเจี๊ยบแดง ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นอีกหลายอย่าง เช่น ช่วงปลูก/วันปลูก สภาพพื้นที อุณหภูมิ การปฏิบัติ ดูแล การเก็บเกี่ยว แต่โดยทั่วไปจะนิยมปลูกพันธุ์ที่กลีบเลี้ยงมีสีเข้มและกลีบเลี้ยงมีขนาดใหญ่

ผลงานวิจัยโดย :
วันณิสา พูลเดช
ศูนย์วิจัยและพัฒนาพืชผักเขตร้อน
ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน โทร.08-4801-4290

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก
วันณิสา พูลเดช

✍ ผลิตสื่อโดย ฝ่ายเผยแพร่งานวิจัย
🌟 แนะนำ/ติชม https://forms.gle/e3MzPqrb2V9QE9Tp6