สัมมนาพิเศษ สาขาวิทยาศาสตร์ เรื่อง “ปลากัด สัตว์น้ำประจำชาติสู่เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และ เศรษฐกิจสีเขียว (BCG model)” ในงานประชุมทางวิชาการ ครั้งที่ 58 ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

                 รศ.ดร. อภิสิฏฐ์ ศงสะเสน คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ มก. กล่าวเปิดสัมมนา พร้อมทั้งกล่าวที่มาของงานสัมมนาในครั้งนี้ เนื่องจากนักวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสต์ ประกอบด้วย คณะวิทยาศาสตร์ คณะประมง คณะสัตวแพทย์ และผู้ประกอบการเพาะเลี้ยงปลากัด มีแผนการวิจัยร่วมกัน เพื่อให้ มก.เป็นศูนย์กลางขององค์ความรู้เพื่อการอนุรักษ์พันธุกรรมของปลากัดไทย

                 รศ.ดร. ครศร ศรีกุลนาถ  ภาควิชาพันธุศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มก. ผู้ดำเนินการสัมมนา กล่าวว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ขึ้นทะเบียน “ปลากัด” เป็นสัตว์น้ำประจำชาติ เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 จึงได้มีนโยบายเพื่อยกระดับการวิจัยด้านปลากัด เนื่องจากประเทศไทยเป็นแหล่งของปลากัดที่สำคัญของโลก ปัจจุบันพบว่าปลากัดไทยมีการสูญเสียอัตลักษณ์ เนื่องจากการเพาะเลี้ยงและการปรับปรุงสายพันธุ์ปลากัดแบบหลากหลายทั้งการผสมข้ามสายพันธุ์และข้ามชนิดเพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้า คณะนักวิจัยของ มก. ได้เล็งเห็นว่า ควรมีการศึกษารวบรวมสายพันธุ์ปลากัดของไทยเพื่อจัดทำฐานข้อมูลทางพันธุกรรม โดยได้รับความร่วมมือจากกลุ่มผู้เพาะเลี้ยงปลากัดจากสมาคมปลากัดในการรวบรวมตัวอย่างปลากัดสายพันธุ์ต่างๆ สำหรับใช้ในการวิจัย ประโยชน์ในการวิจัยนี้จะทำให้ มก. เป็นมหาวิทยาลัยที่เชี่ยวชาญด้านปลากัด

                 นายมนูธรรม  หาญณรงค์พาณิชย์ อุปนายกสมาคมปลากัด กล่าวถึงความเป็นมาของการขึ้นทะเบียนปลากัดให้เป็นสัตว์น้ำประจำชาติ ที่ผ่านมาต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการมาหลายปี เนื่องจากภาพลักษณ์ที่ไม่ดีของปลากัดที่ใช้ในการพนัน แต่จากการผลักดันของภาคเอกชนผ่านทางเว็บไซต์ change.org ร่วมกับข้อมูลเชิงเอกลักษณ์และสถิตการส่งออกของปลากัดไทย ทำให้ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีให้เป็นสัตว์น้ำประจำชาติ ขณะนี้รอประกาศในราชกิจจานุเบกษา สำหรับสมาคมปลากัดได้รับความอนุเคราะห์จากคณะวิทยาศาสตร์ มก. ให้ใช้สถานที่ ณ อาคารศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ 60 พรรษา เป็นที่ตั้งของสมาคม ทั้งนี้สมาคมปลากัดได้จัดตั้งโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่ออนุรักษ์ปลากัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งปลากัดป่าซึ่งบางชนิดพบได้เพียงแห่งเดียวในไทยเท่านั้น ทางสมาคมจึงได้ร่วมมือกับนักวิจัยของ มก. เพื่อสนับสนุนการวิจัยเพื่ออนุรักษ์และพิสูจน์ยืนยันสายพันธุ์ปลากัดสายพันธุ์ไทย นอกจากนี้ยังได้กล่าวถึงการประกวดปลากัดว่า มีส่วนสำคัญในการอนุรักษ์และยังส่งเสริมให้มีการพัฒนาปลากัดสายพันธุ์ใหม่ตลอดเวลา โดยปลากัดซึ่งเป็นสัตว์น้ำประจำชาติที่ประชาชนทั่วไปสามารถจับต้องนำไปเลี้ยงไว้ในบ้านของตนเองและเลี้ยงได้ง่าย ปัจจุบันสามารถพัฒนาปลากัดลายธงชาติไทยได้สำเร็จแล้วและทางสมาคมมีแผนในการพัฒนาปลากัดลายธงชาติของประเทศต่างๆ เพิ่มขึ้น

                 รศ.ดร. ครศร ศรีกุลนาถ  ได้กล่าวเสริมว่า เนื่องจากปลากัดไทยมีลักษณะเฉพาะตามถิ่นที่อยู่ที่หลากหลาย การศึกษาเรื่องปลากัดในเชิงวิทยาศาสตร์ นอกจากจะเป็นประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจ ยังช่วยให้การปรับปรุงพันธุ์ทำได้เร็วยิ่งขึ้น และสามารถใช้ปลากัดเป็นแบบจำลองในการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ เนื่องจากมีวงจรชีวิตสั้นเพียง 2 ปี

                 นายชาญชัย สุนันท์กิ่งเพชร ผู้ชื่นชอบและสำรวจปลากัดป่าประเทศไทย  ได้กล่าวถึงชนิดของปลากัด ซึ่งแบ่งเป็น 2  กลุ่ม คือ กลุ่มที่ก่อหวอดวางไข่ อาศัยในแหล่งน้ำนิ่ง วางไข่และอนุบาลลูกในหวอด และกลุ่มปลากัดอมไข่ อาศัยในแหล่งน้ำไหล กลุ่มนี้จะวางไข่และเลี้ยงลูกในปาก ปลากัดที่พบในไทย ได้แก่

  • กลุ่ม Betta splendens  ปลากัดกลุ่มที่พบส่วนใหญ่ในประเทศ ทางภาคเหนือ กลางและตะวันออก เช่น  B. splendens (ปลากัดภาคกลาง) B. smaragdina (ปลากัดอีสาน) B. imbellis (ปลากัดภาคใต้) B. siamorientalis (ปลากัดตะวันออก) และ B. mahachaiensis (ปลากัดมหาชัย)
  • กลุ่ม B. picta เช่น B. simplex (ปลากัดอมไข่กระบี่) พบบริเวณแหล่งลำธารที่ไหลมาจากภูเขา มีค่าความเป็นกรดเป็นด่าง ประมาณ 7.5–8.5 ปัจจุบันขึ้นทะเบียนเป็นสายพันธุ์ที่ใกล้สูญพันธุ์โดยสหภาพระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ
  • กลุ่ม B. pugnax กลุ่มนี้ก้านหางเรียงกันแบบใบโพธิ์ เช่น B. pugnax (ปลากัดปีนัง) B. prima (ปลากัดอมไข่จันทบุรี) B. pallida (ปลากัดอมไข่ภาคใต้) B. ferox (ปลากัดอมไข่สงขลา) B. apollon (ปลากัดอมไข่นราธิวาส) และ B. kuehnei (ปลากัดอมไข่สตูล)
  • กลุ่ม B. waseri เช่น B. pi (ปลากัดช้าง หรือปลากัดน้ำแดง)

                 อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันปลากัดป่าลดจำนวนลงอย่างมาก เนื่องจากการลุกล้ำพื้นที่ของสังคมเมือง การพัฒนาที่ดิน รวมทั้งการใช้สารเคมีทางการเกษตร

                 นายพิบูลย์ชัย ชวนชื่น  เจ้าของเยาวลักษณ์ฟาร์ม กล่าวว่า การเป็นผู้ประกอบธุรกิจปลาสวยงาม ผู้ประกอบการต้องหาตำแหน่งทางธุรกิจที่เหมาะสมของตนเอง เพื่อให้ได้เปรียบคู่แข่ง ทั้งการปรับลดต้นทุนเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ การพัฒนาระบบการจัดการฟาร์มให้ตรงตามมาตรฐานการส่งออกของประเทศคู่ค้า โดยปัจจุบันฟาร์มของตนเองสามารถส่งออกปลากัดไปยังประเทศออสเตรเลียได้ เนื่องจากปลอดจากเชื้อไวรัส Megalocytivirus  รวมทั้งการเพิ่มมูลค่าของสินค้า โดยได้เล่าถึงความเป็นมาของการพัฒนาสายพันธุ์ปลากัดของตนเอง ในการพยายามผสมพันธุ์ปลากัดป่ามหาชัย ซึ่งมีลักษณะเด่นที่เกล็ดเงาแวววาวกับปลากัดป่าภาคกลางที่มีสีแดงเข้มเพื่อให้ได้ปลากัดลูกผสมที่มีลักษณะสีเกล็ดสีแดงเข้มและเงาแวววาว แต่ลูกปลาที่ได้นั้นกลับไม่มีลักษณะตามที่ต้องการ แต่ท้ายที่สุดก็สามารถพัฒนาสายพันธุ์ปลากัด Red Dragon ขึ้นมาได้ โดยอาศัยวิธีการผสมกลับ หรือ Back cross ซึ่งเกิดจากการนำปลากัดรุ่นลูกกลับไปผสมกับปลากัดพ่อหรือแม่ ทำให้เกิดปลากัดสายพันธุ์ใหม่ที่ลักษณะดีและหายากในธรรมชาติ

                 ดร. สหภพ ดอกแก้ว  หัวหน้าศูนย์วิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยีปลาสวยงาม คณะประมง มก. กล่าวถึง การเสริมสร้างเศรษฐกิจกับการประกวดปลาสวยงามร่วมสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งปลากัด ทั้งนี้ รองศาสตราจารย์ ดรยนต์ มุสิก อดีตคณบดีคณะประมง มก. เป็นผู้ริเริ่มให้มีการจัดการประกวดปลากัดครั้งแรก ปัจจุบันมีการจัดประกวดเป็นประจำทุกเดือน เป็นการกระตุ้นให้เกษตรกรพัฒนาปลากัดสายพันธุ์ใหม่ตลอดเวลา บางครั้งอาศัยการปรับปรุงพันธุ์โดยการผสมพันธุ์แบบเลือดชิด (Inbreeding) ซึ่งปกติจะไม่ใช้ในการปรับปรุงพันธุ์สัตว์เศรษฐกิจอื่น แต่ยกเว้นในปลากัด เนื่องจากเป็นสัตว์ที่มีวงจรชีวิตสั้น ยิ่งบางครั้งลูกปลากัดที่ได้มีจำนวนน้อย ทำให้ปลากัดสายพันธุ์ใหม่ยิ่งมีราคาแพง สำหรับงานเกษตรแฟร์ปี 63 เป็นปีแรกที่มีการจัดประกวดปลากัดเขียวเกษตร ซึ่งเป็นสีประจำของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รวมถึงปลากัดสีสันสวยงามอื่นๆ ให้ผู้สนใจเข้าชมได้

                 ดร. สหภพ ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า การประกวดปลาสวยงามไม่เพียงแต่ช่วยสนับสนุนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงปลาสวยงาม ยังเป็นประโยชน์กับผู้ประกอบธุรกิจอื่น เช่น ผู้รับจ้างเลี้ยงปลาส่งเข้าประกวด ผู้รับจ้างขนส่งปลา รวมทั้งช่างถ่ายภาพปลา อย่างไรก็ตาม การพัฒนาการประกวดปลาสวยงามให้เป็นมาตรฐานยังคงมีความสำคัญ

                 ในช่วงท้ายของการสัมมนา คณะวิทยากรได้ให้ข้อสรุปเกี่ยวกับ “มุมมองของปลากัดไทยในอนาคต”  สำหรับการศึกษาทางวิชาการยังมีน้อย การบูรณาการระหว่างนักวิจัยสาขาต่างๆ และภาคเอกชนจึงมีความสำคัญสำหรับการวิจัยเชิงลึก เพื่อสร้างองค์ความรู้ด้านทรัพยากรปลากัดของประเทศไทยที่เป็นของตนเอง ซึ่งจะสามารถนำไปพัฒนาระบบเศรษฐกิจต่อไป

 

สัมมนาพิเศษ ปลากัด สัตว์น้ำประจำชาติสู่เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (BCG model)
วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 9.00-12.00 น.
ณ ห้องละอองฟ้า ชั้น 3 สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

นายธนภูมิ มณีบุญ
ผู้สรุปการสัมมนา