เริ่มโครงการปรับปรุงพันธุ์โคเนื้อ ณ สถานีฝึกนิสิตกำแพงแสน

4-1ฝูงโค1   4-2ฝูงโค2

                                         ฝูงโคในยุคเริ่มต้น ที่กำแพงแสน

      พ.ศ. 2512 ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม เริ่มทยอยเคลื่อนย้ายโคจากสถานีฯทับกวาง มาที่วิทยาเขตกำแพงแสน  จำนวน 111 ตัว   ส่วนใหญ่เป็นโคผสมพันธุ์ซีบู-พื้นเมือง  อีกส่วนเป็นพันธุ์ผสมซีบู-พื้นเมือง-เฮอร์ฟอร์ด ที่เป็นผลจากการทดลองที่ทับกวาง ที่ทำมาตั้งแต่ปี 2506-2510  การเริ่มงานที่กำแพงแสน ได้มีการประชุมหลายครั้ง เพื่อทบทวนแผนปรับปรุงพันธุ์โคเนื้อใหม่  แนวทางดำเนินงานของโครงการ สรุปว่า

 1. ใช้โคพื้นเมืองเป็นพื้นฐานการผสมพันธุ์ ด้วยเหตุที่โคพื้นเมืองมีการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมดีอยู่แล้ว ทนโรค ทนเห็บ ให้ลูกถี่ และที่สำคัญ คือมีจำนวนมาก หาง่าย ราคาไม่แพง ชาวบ้านเลี้ยงอยู่แล้วโดยทั่วไป จึงเป็นโอกาสในการปรับปรุงพันธุ์ สมัยนั้นชาวบ้านที่กำแพงแสน เลี้ยงโคพื้นเมืองทั้งสิ้น ใช้ไถนา นวดข้าว เป็นต้น

  1. ใช้โคพันธุ์บราห์มันปรับปรุงโครงร่าง โดยใช้พันธุ์บราห์มันเป็นพันธุ์หลักในการผสมข้ามสายพันธุ์โดยเล็งเห็นว่า เกษตรกรสามารถเลี้ยงโคพันธุ์บราห์มันได้ดีและแพร่หลายในภาคอีสาน อันเป็นผลจากการส่งเสริมของกรมปศุสัตว์ และโคบราห์มันนี้เดิมทีก็เป็นโคพันธุ์อินเดียจึงสามารถอยู่ได้ในประเทศเขตร้อน เช่น ประเทศไทย แม้ว่าในระยะแรกๆ โคบราห์มันพันธุ์แท้ที่นำเข้ามาจากประเทศสหรัฐอเมริกาจะมีปัญหาเรื่องเห็บเกาะกินเลือด อาหารและหญ้าไม่เพียงพอทำให้ร่างกายผ่ายผอมในหน้าแล้งเมื่อเทียบกับควายและโคพื้นเมือง แต่โคลูกผสม บราห์มัน – พื้นเมืองนั้นเติบโตได้ดีพอสมควรโดยไม่ต้องดูแลเอาใจใส่มาก และมีจำนวนพอสมควรในภาคอีสานในเวลานั้น

ใช้โคพันธุ์ชาโรเลส์ปรับปรุงคุณภาพเนื้อ โครงการหารือกันว่า ในอนาคต จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวประเทศไทยกันมากขึ้น โรงแรมระดับห้าดาว และภัตตาคารชั้นดีจะใช้เนื้อแบบสเต็กคุณภาพเยี่ยมมากขึ้น จึงเห็นว่าจำเป็นต้องปรับปรุงคุณภาพเนื้อของโคบราห์มัน – พื้นเมืองด้วยพันธุ์ยุโรป จากที่เคยทดลองพันธุ์ซีบู – พื้นเมือง – เฮอร์ฟอร์ด แล้วใช้ได้ดี อยู่ได้ในสภาพแวดล้อมแบบชาวบ้านเลี้ยงได้ แต่จุดอ่อนคือสีหลากหลาย ลายเปรอะ มีตั้งแต่ลายขาวแดง ลายขาว – แดง – ดำ สีเปรอะแบบที่ฝรั่งเรียกว่า brindle หรือลายพาด กลอน ไม่สวยงาม การจะทำเป็นพันธุ์แท้ยากเพราะสีหลากหลาย แม้ว่าสีจะไม่เกี่ยวกับสมรรถภาพ แต่สีก็เป็นสัญลักษณ์หรือเอกลักษณ์ของพันธุ์ ทีมงานเห็นว่าสีครีมของชาโรเลส์ ( Charolais ) ผสมกับบราห์มัน ( ขาว ) และพื้นเมือง ( แดง ) ได้ดี ส่วนใหญ่เป็นสีเหลืองครีม จะผ่าเหล่าบ้างแต่ก็เป็นส่วนน้อย เลือดชาโรเลส์จะช่วยเพิ่มไขมันแทรกเนื้อ ( marbling ) ได้บ้างแต่ไม่มากเกินไป และเพิ่มพื้นที่หน้าตัดเนื้อสัน ( loin – eye – area ) จะทำให้สเต็กมีขนาดใหญ่และเนื้อนุ่ม อีกทั้งพันธุ์ชาโรเลส์เป็นพันธุ์ยุโรปที่กรมปศุสัตว์ มีนโยบายจะส่งเสริมในการใช้ผสมข้ามพันธุ์เป็นโคเนื้อของประเทศไทย  

    พ.ศ.2514 มีการจัดซื้อแม่โคพื้นเมืองเพิ่มอีก 200 ตัว สมทบกับโคชุดเดิม ใช้เป็นฝูงโคพื้นฐานในโครงการการปรับปรุงพันธุ์โคงานและโคเนื้อ

    ทีมงานปรับปรุงพันธุ์โคเนื้อ ได้หารือผู้ร่วมโครงการในช่วงนั้น ประกอบด้วยอาจารย์สมเกียรติ ทิมพัฒนพงศ์ อาจารย์ ดร.ประเสริฐ เหรียญแก้ว อาจารย์ ดร.บัณฑิต ธานินทราธาร และต่อมาอาจารย์บุญเหลือ เร่งศิริกุล จบปริญญาโทมาจากประเทศอินเดียได้มาประจำทำงานที่กำแพงแสน จึงได้ร่วมเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในโครงการโคเนื้อ และงานบุกเบิกที่กำแพงแสน โดยอาศัยแผนงานที่วางไว้ตั้งแต่ปี 2512  มีการปรับแผนงานบ้างตามความเหมาะสม และจัดทำโครงการชื่อ “โครงการปรับปรุงพันธุ์โคเพื่อใช้งานและโคเนื้อ” มีศาสตราจารย์ ดร.จรัญ จันทลักขณาเป็นหัวหน้าโครงการ มีทีมงานและโครงการย่อยประกอบด้วย

โครงการย่อยที่ 1  การปรับปรุงพันธุ์โคเพื่อใช้งานและโคเนื้อ

ผู้ดำเนินงาน   ดร.จรัญ จันทลักขณา

โครงการย่อยที่ 2  การปรับปรุงอาหารโค

ผู้ดำเนินงาน   ดร.ประเสริฐ  เหรียญแก้ว ดร.กระจ่าง วิสุทธารมณ์ ดร.สมเกียรติ ทิมพัฒนพงศ์

โครงการย่อยที่ 3  การจัดการและเลี้ยงดูโคงานและโคเนื้อ

ผู้ดำเนินงาน   อ.สมเกียรติ ทิมพัฒนาพงศ์

โครงการย่อยที่ 4 การป้องกันโรคและแมลงในโคงานและโคเนื้อ

ผู้ดำเนินงาน   ดร.จำเนียร สัตยพันธุ์

โครงการย่อยที่ 5  การผสมพันธุ์เพื่อปรับปรุงพันธุ์โคงานและโคเนื้อ

ผู้ดำเนินงาน   อ.ประเสริฐ เจิมพร  อ.บุญเหลือ เร่งศิริกุล  ดร.บัณฑิต ธานินทร์ธราธาร

        นอกเหนือจากการดำเนินงานโครงการในมหาวิทยาลัยฯ แล้ว ยังมีส่วนร่วมในระดับประเทศในการกำหนดนโยบายปรับปรุงพันธุ์โคเนื้อแห่งชาติ  ซึ่งศาสตราจารย์ ดร.จรัญ จันทลักขณา ระบุไว้ในเอกสาร “สาร ศาสตราจารย์ ดร.จรัญ จันทลักขณา” (2548)  ตอนหนึ่งว่า “ร.ต. ศิริ ศุภางคเสน อธิบดีกรมปศุสัตว์ในขณะนั้น  ได้เชิญประชุมผู้เชี่ยวชาญการปรับปรุงพันธุ์โคกระบือ เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2514 เพื่อกำหนดการปรับปรุงพันธุ์โคกระบือของประเทศ ประกอบด้วย ผู้แทนของ FAO (ดร. รูมิช) ผู้เชี่ยวชาญจากประเทศเยอรมัน (ศาสตราจารย์ ดร. เอช. ฟิชเชอร์) ผู้แทนมูลนิธิร็อกกีเฟลเลอร์ (ดร. เจมส์ อี. จอห์นสตัน) และ ผู้แทนมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ศาสตราจารย์ ดร. จรัญ จันทลักขณา หัวหน้าโครงการปรับปรุงพันธุ์โคเนื้อ) ผลสรุปเกี่ยวกับการปรับปรุงพันธุ์โคเนื้อของประเทศ ได้แก่

1) ใช้พันธุ์บราห์มัน ผสมกับวัวพื้นเมือง เพื่อให้เกษตรกรรายย่อย และคนยากจนในชนบทเลี้ยง

2) ใช้พันธุ์ชาโรเลส์ ผสมพันธุ์เพื่อยกระดับคุณภาพเนื้อของโคพันธุ์ผสม (บราห์มัน-พื้นเมือง) ต่อไป”

3-2 ดร.จรัญ   3-3จรัญ

      พ.ศ. 2515-16  โครงการ ฯ ได้ขอให้ มูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ นำน้ำเชื้อแช่แข็งพันธุ์ชาโรเลส์ เข้ามาทดลองใช้ผสมพันธุ์กับโคพันธุ์ผสมและโคพื้นเมือง เพื่อให้ได้คุณภาพทางพันธุกรรมโดยการสนับสนุนของดร. เจมส์ อี. จอห์นสตัน  ช่วงนั้น มีทีมงานเกี่ยวข้องอีกหลายคน อาทิ อ.วิชัย บูรพา  อ.มนัส กำพุกุล  อ.ปรีชา อินนุรักษ์ เป็นต้น

   พ.ศ.2517 เริ่มโครงการปรับปรุงพันธุ์โคเนื้อระดับหมู่บ้าน โดยดำเนินการร่วมกับกลุ่มเกษตรกรบริเวณโดยรอบวิทยาเขตกำแพงแสน

   สืบเนื่องจาก ศาสตราจารย์ ดร.จรัญ จันทลักขณา  ส่งนายปรารถนา พฤกษะศรี ลูกศิษย์ซึ่งขณะนั้นเป็นนิสิตปริญญาโทภาควิชาสัตวบาล มาอยู่ที่วิทยาเขตกำแพงแสน เพื่อทำวิทยานิพนธ์ ศึกษาเกี่ยวกับการเลี้ยงโคของเกษตรกรรอบๆวิทยาเขตกำแพงแสน ซึ่งโครงการจะนำข้อมูลมาใช้วางแนวทางส่งเสริมการเลี้ยงโคของชาวบ้านในอนาคต :และเมื่อสำเร็จการศึกษาก็ได้รับการบรรจุเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตร เมื่อปีพ.ศ.2519  ซึ่งศาสตราจารย์ ดร.จรัญ จันทลักขณา ได้กล่าวไว้ว่า อาจารย์ปรารถนา พฤกษะศรี เป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญและยาวนานที่สุดในการพัฒนาโคพันธุ์กำแพงแสนในเวลาต่อมา

    หัวหน้าสถานีฯ ขณะนั้นคือ อ.สมเกียรติ ทิมพัฒนาพงศ์  ผู้ช่วยหัวหน้าสถานี ฯ และรับผิดชอบฝูงโคคือ อ.บุญเหลือ เร่งศิริกุล  ทีมรับผิดชอบการผสมเทียม คือ อ.ประเสริฐ เจิมพร  อ.ปรีชา อินนุรักษ์  และอ.วิชัย บูรพา  สัตวแพทย์ประจำฟาร์ม คือ นายสัตวแพทย์มานิตย์ วิมลรัตน์ ทีมรับผิดชอบเรื่องพืชอาหารสัตว์ คือ อ.สวัสดิ์ ภูรีศรีศักดิ์ อ.ธำรงค์ อโนธารมย์ และอ.มนัส กำพุกุล 

5.ฝูงโค

   โคลูกผสมพื้นเมือง * บราห์มัน ตัวผู้ จะนำไปใช้ในโครงการปรับปรุงพันธุ์โคเนื้อในระดับหมู่บ้าน

         พ.ศ. 2518-2519  มหาวิทยาลัยฯมีการจัดทำแผนวิจัยแม่บทในภาพรวมของมหาวิทยาลัยฯ  โดยโครงการปรับปรุงพันธุ์โคเนื้อได้รับสรรเงินงบประมาณส่วนหนึ่งภายใต้โครงการวิจัยและพัฒนาการผลิตสัตว์ให้เนื้อ รหัสโครงการ ส-น 1.18  ขณะนั้นยังไม่มีการใช้ชื่อโคพันธุ์กำแพงแสนแต่อย่างใด  และอาจารย์จากบางเขนบางท่านก็ย้ายมาอยู่ที่กำแพงแสน คือ ดร.จำเนียร สัตยพันธุ์ และดร.สุรชัย ชาคีรัตน์ และมีการรับนักวิชาการเกษตรเข้ามาอีก 1 ท่าน คือ อ.เกรียงศักดิ์ แก้วสมประสงค์

   พ.ศ.2521 โอนสถานีฝึกนิสิตกำแพงแสน ไปอยู่สังกัดสถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (สวพ.มก.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นใหม่ โดยเปลี่ยนชื่อสถานีฝึกนิสิตกำแพงแสน เป็น “สถานีวิจัยกำแพงแสน”

      พ.ศ.2522-2527 ระยะนั้นคงดำเนินการตามแผนการผสมพันธุ์ที่วางไว้ คือการผสมยกระดับเลือดโคบราห์มัน เฮียร์ฟอร์ด และชาโรเลส์ ไปเรื่อยๆเป็นลำดับ  ศาสตราจารย์ ดร.จรัญ จันทลักขณา ยังคงเป็นผู้กำหนดแผนงาน และผลักดันการดำเนินงานทุกขั้นตอน เพียงแต่ท่านไม่ได้ย้ายสังกัดมาอยู่ที่วิทยาเขตกำแพงแสนเท่านั้น  ระยะนี้  อ.กัญจนะ มากวิจิตร  ได้เข้ามาช่วยงานด้านสุขภาพสัตว์  อ.ศรเทพ ธัมวาสร  ได้เข้ามาศึกษาวิจัยด้านการปรับปรุงพันธุ์ แต่ทำอยู่ได้ระยะหนึ่งก็ได้ทุนลาไปศึกษาต่อต่างประเทศ   ดร.ชัยณรงค์ คันธพนิต ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเนื้อและผลิตภัณฑ์ ได้โอนย้ายจากมหาวิทยาลัยข่อนแก่นมาประจำที่วิทยาเขตกำแพงแสนช่วงปีพ.ศ.2523 และเป็นกำลังสำคัญอีกคนหนึ่งในการพัฒนาโคพันธุ์กำแพงแสนในช่วงเวลานั้น

      อ.ปรารถนา พฤกษะศรี เขียนไว้ใน “กว่าจะเป็นโคกำแพงแสน” (2548) ว่า “การผสมพันธุ์โคในระยะแรกๆและดำเนินการต่อเนื่องมา คือแม่พันธุ์พื้นเมืองที่มีอยู่กว่า 100 ตัวจะแบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนที่หนึ่งผสมจริงกับพ่อพื้นเมือง ส่วนที่ 2 ผสมเทียมด้วยน้ำเชื้อแช่แข็งพันธุ์บราห์มันซึ่งสั่งมาจากประเทศอเมริกา ส่วนที่ 3 ผสมเทียมด้วยน้ำเชื้อแช่แข็งพันธุ์ชาโรเลส์จากอเมริกาเช่นกัน(เหตุที่ใช้น้ำเชื้อจากประเทศอเมริกาเพราะได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิรอคกี้เฟลเลอร์ของอเมริกา)การผสมพันธุ์เป็นแบบยกกระดับเลือดขึ้นเรื่อยๆจาก0%เป็น 50% เป็น 75% ตามลำดับ”

6.พื้นเมือง   7.

     พื้นเมือง 50% บราห์มัน 50%                 พื้นเมือง 25% บราห์มัน 75%

   โคลูกผสมชาโรเลส์ 50% เลี้ยงง่ายและให้เนื้อดีมาก แต่โครงร่างยังไม่ใหญ่พอ ส่วนลูกผสมชาโรเลส์ 75 % ซึ่งในปีนั้นออกมาประมาณ 60 ตัว ตอนที่ลูกดูดนมแม่ คืออายุไม่เกิน 7 เดือน สภาพลูกโคจะสวยงามน่ารักและเป็นที่ประทับใจของผู้พบเห็น แต่เมื่อหย่านมแล้ว และเลี้ยงในสภาพปล่อยทุ่ง ลูกโคจะค่อยๆผอมลง เลี้ยงยาก ทนอากาศร้อนไม่ได้ ในที่สุดตายไป 58 ตัว เหลือรอดชีวิตจนโตเต็มวัยเพียง 2 ตัว ซึ่งก็อยู่อย่างไม่ค่อยเป็นสุขนัก จึงได้ปรึกษาดร.จรัญ และทีมงาน และสรุปว่าต่อไปจะไม่ผสมยกระดับเลือดชาโรเลส์เกิน 50 % อีกแล้ว  แม่โคชาโรเลส์ 50 % ที่มีอยู่แล้วจะให้ผสมกับน้ำเชื้อพันธุ์บราห์มัน เมื่อได้ลูกสาวซึ่งมีเลือดพื้นเมือง 25% ชาโรเลส์ 25% และบราห์มัน 50%แล้ว ก็ให้ผสมกับน้ำเชื้อชาโรเลส์อีกครั้งหนึ่ง   ด้วยความหวังว่าลูกที่เกิดขึ้นมีสายเลือดเมืองหนาวเกิน 50% แต่ไม่ถึง 75% (คือพื้นเมือง 12.5% บราห์มัน 25% และชาโรเลส์  62.55)น่าจะอยู่ได้และโตดี

    ในขณะเดียวกันการผสมพันธุ์อีกแนวทางหนึ่ง คือ แม่โคลูกผสมบราห์มัน ที่มีอยู่ ให้ผสมด้วยน้ำเชื้อชาโรเลส์ ลูกที่ได้ก็จะมีสายเลือด พื้นเมือง 25% บราห์มัน25%และชาโรเลส์50%

8   9

         พื้นเมือง 50% ชาโรเลส์ 50%                            พื้นเมือง 25% ชาโรเลส์ 75%

    ในขณะนั้น(ปีพ.ศ. 2525) ประชากรโคในโครงการมีไม่มากพอที่จะคัดเลือก แต่เพื่อสะดวกในการเรียกและง่ายแก่การสื่อความหมาย  จึงเรียกโคที่มีสายเลือด พื้นเมือง 25%  บราห์มัน 25%  และชาโรเลส์ 50% ว่า “สายกำแพงแสน 1”   และ โคที่มีสายเลือด พื้นเมือง 12.5%  บราห์มัน 25% และชาโรเลส์ 62.5% ว่า “สายกำแพงแสน2  

   ภายหลังดำเนินการไประยะหนึ่ง ยังไม่ถึงขั้นการผสมเพื่อรักษาระดับเลือด พบว่า สายกำแพงแสน2 มีปัญหาสุขภาพ การเจริญเติบโตไม่ดี การเลี้ยงยากกว่ากำแพงแสน1 ในสภาพปล่อยทุ่ง  จึงต้องตัดออกจากโครงการ เหลือเฉพาะ กำแพงแสน1

   เมื่อผสมจนมีความนิ่งทางพันธุกรรมแล้วก็ถือว่าได้พันธุ์แท้จดทะเบียนได้ และให้ชื่อว่าพันธุ์ “กำแพงแสน” เพราะเป็นสถานที่ที่เริ่มพัฒนาพันธุ์นี้ขึ้นมา

10   11

   พ่อพันธุ์สายกำแพงแสน 1ตัวแรกที่คัดเลือกไว้        พ่อพันธุ์สายกำแพงแสน 1ตัวที่2 ที่คัดเลือกไว้

12   13

แม่พันธุ์สายกำแพงแสน 1 ชุดแรกที่คัดเลือกไว้    ลูกโคจากพ่อและแม่สายกำแพงแสน 1 ชุดแรกที่คลอดออกมา