สืบเนื่องจากการขยายตัวทางด้านอุตสาหกรรมและการเกษตรเพื่อส่งเสริมการปลูกพืชพลังงานทดแทนเช่นปาล์มน้ำมัน เป็นเหตุให้อินทรียวัสดุเหลือทิ้งในประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นำไปสู่ปัญหาการสะสมที่มากเกินพอและกระบวนกำจัด ด้วยมูลเหตุเหล่านี้ จึงเป็นแรงจูงใจในการนำอินทรียวัสดุเหลือทิ้งที่ได้จากโรงงานอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันเหล่านี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์และสร้างมูลค่าเพิ่มให้มากที่สุด อีกทั้ง ลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อม
กากตะกอนน้ำมันปาล์ม(palm oil sludge, POS) เป็นกากอินทรีย์ที่ได้หลังจากกระบวนการสกัดปาล์มน้ำมันบริสุทธิ์ (palm oil purification) จากผลปาล์ม (fresh fruit bunch, FFB) ซึ่งท้ายที่สุดกากตะกอนนี้เองจะถูกปล่อยออกจากโรงงานอุตสาหกรรมเป็นปริมาณมาก ก่อให้เกิดปัญหาต่อชุมชนและเป็นผลเสียต่อระบบนิเวศน์ได้ อย่างไรเสีย กากตะกอนน้ำมันปาล์มก็ยังคงเป็นประโยชน์ได้โดยการผสมรวมกับกากเยื่อใยปาล์ม (palm press fiber, PFP) ในอัตราส่วนที่ใกล้กันเพื่อเป็นอาหารสัตว์ เนื่องจากองค์ประกอบทางเคมีที่เต็มไปด้วยกรดอะมิโนซึ่งเป็นอนุพันธ์ที่สำคัญของโปรตีน หากแต่อายุการเก็บรักษาส่วนผสมดังกล่าวมีระยะเวลาอันสั้นเพียง 1-2 วันเท่านั้น ซึ่งจากคุณสมบัติและองค์ประกอบของกากอินทรีย์เหลือทิ้งที่เต็มไปด้วยสารอาหารนี้เอง จึงได้มีการศึกษาวิจัยเพื่อนำไปสู่การต่อยอดสำหรับการพัฒนาบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม โดยมีจุดมุ่งหมายในการนำกากตะกอนปาล์มน้ำมันมาใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตบรรจุภัณฑ์กระถางต้นไม้ (plant pot) อีกทั้งยังมีการศึกษาคุณสมบัติของกากตะกอนน้ำมันปาล์มในแง่ของธาตุอาหารที่ตกค้างหลังกระบวนการสกัดน้ำมันออกแล้วว่ามีความเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืชอย่างไร ซึ่งผลจากงานวิจัยในครั้งนี้จะเป็นการช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับอินทรียวัสดุเหลือทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันอีกด้วย
คุณสมบัติทางเคมีของกากตะกอนน้ำมันปาล์ม |
ค่าที่วิเคราะห์ได้ |
ความเป็นกรดเป็นด่าง
การนำไฟฟ้า (dS·m-1)
ปริมาณอินทรียวัตถุ (%)
ปริมาณไขมัน (%) |
5.09
4.99
78.12
17.72 |
พืชส่วนใหญ่มักเจริญได้ดีในดินที่ความเป็นกรดเป็นด่าง 6.0-7.0 ซึ่งความเป็นกรดเป็นด่างในช่วงนี้มีผลให้การละลายของแร่ธาตุบางชนิดเกิดขึ้นได้น้อยลง ส่วนค่าการนำไฟฟ้าของดินควรอยู่ในช่วง 2-4 dS·m-1 ซึ่งถือว่าเป็นช่วงที่ดินนั้นมัความเหมาะสมในการเติบโตของพืช จากการวิเคราะห์พบว่า กากตะกอนน้ำมันปาล์มมีความเป็นกรดที่ระดับ 5.09 ส่วนค่าการนำไฟฟ้าของกากตะกอนน้ำมันปาล์มมีค่าเฉลี่ยประมาณ 4.99 dS·m-1 ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับความเค็มปานกลาง จึงเป็นข้อจำกัดสำหรับการเจริญเติบโตของพืชหลายชนิด อย่างไรก็ตาม หากต้องการนำกากตะกอนน้ำมันปาล์มไปใช้ในการปลูกพืชก็ยังสามารถปรับสภาพความเป็นกรดเป็นด่างของดินให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโตของพืชได้ อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์พบอินทรียวัตถุในปริมาณที่สูงพอสมควรคือเฉลี่ยประมาณ 78.12 เปอร์เซ็นต์ และปริมาณไขมันที่หลงเหลืออยู่ในกากตะกอนปาล์มน้ำมันมีค่าเฉลี่ยประมาณ 17.72 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น จึงอาจสรุปได้ว่ากากตะกอนน้ำมันปาล์มมีความเหมาะสมในการพัฒนาเป็นวัสดุในการปลูกพืชได้
จากการวิจัยในศักยภาพของกากตะกอนปาล์มน้ำมันเบื้องต้นเพื่อนำไปสู่การผลิตบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมพบว่า วัสดุอินทรีย์เหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมอย่างกากตะกอนปาล์มน้ำมันนั้นมีปริมาณธาตุอาหารหลัก ค่าความเป็นกรดเป็นด่าง การนำไฟฟ้า และปริมาณอินทรียวัตถุที่เหมาะสมในการนำมาใช้เป็นวัตถุดิบหรือส่วนผสมในการผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสำหรับการปลูกพืชได้ โดยตัวมุ่งหวังว่าตัวของบรรจุภัณฑ์กระถางนั้นจะมีส่วนช่วยในการเพิ่มปริมาณธาตุอาหารให้กับดินหลังการย่อยสลายไปตามธรรมชาติของกากตะกอนน้ำมันปาล์มโดยสามารถย่อยสลายได้เองและส่งผลให้มีปริมาณธาตุอาหารที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืชได้ดี ทำให้คุณสมบัติทางกายภาพและเคมีของดินดีขึ้น ซึ่งประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับในท้ายที่สุดคือเป็นการส่งเสริมการใช้วัสดุอินทรีย์เหลือทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรมในการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทดแทนการใช้บรรจุภัณฑ์ประเภทพลาสติกที่โดยทั่วไปต้องใช้เวลาในการย่อยสลายที่ยาวนาน ส่งผลกะทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
|